fbpx

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด การป้องกันและทำความเข้าใจในการรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผิวกลับมาสู่สภาพปกติได้ใกล้เคียงมากที่สุด เป็นปัญหาผิวพรรณที่พบเจอได้บ่อย ทำให้หลายคนหมดความมั่นใจเมื่อเกิดฝ้าขึ้น โดยเฉพาะสาว ๆ ทั้งหลาย การป้องกันและทำความเข้าใจในการรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผิวกลับมาสู่สภาพปกติได้ใกล้เคียงมากที่สุด

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด ฝ้าเกิดได้อย่างไร ?

ฝ้าเกิดการจากผลิตเม็ดสีหรือที่รู้จักกันในชื่อของเมลานินที่มากเกินไปในบางบริเวณของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดเป็นรอยสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงเทา โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณที่โดนแดด ได้แก่ โหนกแก้ม เหนือริมฝีปาก หน้าผาก หรือคาง ซึ่งจะเกิดกับผู้หญิงในช่วงวัยกลางคนอายุ 20-50 ปี และพบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย

สาเหตุการเกิดฝ้ายังไม่สามารถระบุได้ชัด แต่มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น สีผิวของแต่ละคน ในคนที่ผิวคล้ำหรือมีผิวสีเข้มจะเกิดได้ง่ายกว่าคนผิวขาว โรคไทรอยด์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรนในร่างกายและการใช้ฮอร์โมนรูปแบบต่าง ๆ อย่างการรับประทานยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ การรักษาด้วยฮอร์โมน ล้วนกระตุ้นให้เกิดฝ้าขึ้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแสงแดดในชีวิตประจำวันที่เชื่อว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝ้าได้ง่าย เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะส่งผลกับเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่าเมลาโนไซต์ ซึ่งควบคุมการสร้างเม็ดสีในผิวหนังขึ้น

การรักษาฝ้า

ฝ้ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในบางกรณี เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีการรับประทานยาคุมกำเนิดหรือได้รับการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมน ฝ้าอาจจางหายได้เองเมื่อคลอดบุตรหรือหยุดการได้รับฮอร์โมนนั้น ๆ ซึ่งการรักษาฝ้าให้ได้ประสิทธิภาพดีอาจต้องมีการใช้วิธีการรักษาหลายวิธีไปพร้อมกัน โดยขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้าและความรุนแรงที่เป็นด้วย

การรักษาด้วยยา เป็นวิธีการรักษาด้วยการใช้ยาในรูปแบบครีมที่มีส่วนผสมหลักเป็นสารฟอกสีตัวเดียวหรือหลายตัวเป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น เช่น ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ (Topical Retinoids/Retinoic Acid) ไฮโดรควิโนน (Hydroxyquinone) กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) กรดโคจิก (Kojic Acid) คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) ซึ่งความเข้มข้นของสารในครีมทาฝ้าจะมีปริมาณแตกต่างกันออกไป ควบคู่ไปกับการเลี่ยงแสงแดดหรือหยุดการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่อาจกระตุ้นการเกิดฝ้าได้มากขึ้น ข้อควรระวัง ในการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารฟอกขาวที่มีความเข้มข้นมากหรือใช้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง สีผิวบริเวณนั้นเข้มขึ้น หรือเกิดฝ้าถาวรได้ (Exogenous Ochronosis)

การรักษาด้วยเลเซอร์และการผลัดเซลล์ผิวหนัง เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างรวดเร็วกว่าการทาครีมรักษาฝ้า ส่วนใหญ่จะใช้รักษาฝ้าเมื่อการใช้ยาทาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ประสิทธิภาพของการรักษายังขึ้นอยู่กับแต่ละคน

  • การรักษาฝ้าโดยเลเซอร์ที่ช่วยปรับสภาพผิวบางส่วน (Fractional Resurfacing) เพื่อช่วยปรับสภาพหรือรักษาความผิดปกติของสีผิว เช่น เลเซอร์ระบบคิวสวิทซ์ (Q-switched Laser) หรือ (Fractional Erbium: YAG Laser) ยิงลงไปบริเวณที่เกิดฝ้าโดยตรงและทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีด้วยความร้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่ให้ผลรวดเร็วและจัดการกับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ เลเซอร์ก็ยังไม่ใช่ทางเลือกแรกของการรักษาฝ้าในทางการแพทย์ เพราะผลของการรักษาจะทำให้ฝ้าจางลงเพียงชั่วคราวเท่านั้นหรืออาจไม่ได้ผลในบางราย
  • การผลัดเซลล์ผิวหนัง (Superficial Skin Peels) เป็นการใช้สารที่มีความเป็นกรดหรือสารฟอกขาว เช่น กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดซาลิซิลิก (Salicylic Acid) ช่วยเร่งให้ผิวเกิดการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอก คล้าย ๆ กับการใช้เลเซอร์ เพื่อช่วยให้สีผิวมีความสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ผลข้างเคียงของวิธีนี้คืออาจเสี่ยงกับการทำให้สีผิวเข้มมากขึ้น นอกจากนี้ อาจใช้วิธีการกรอผิวด้วยผลึกแร่ เพื่อขัดและลอกผิวหนังชั้นกำพร้าด้านบนออก (Microdermabrasion)

วิธีป้องกันการเกิดฝ้าในชีวิตประจำวัน

การเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงเป็นหนึ่งในการป้องกันฝ้าที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตทั้ง ยูวีเอ (UVA) ยูวีบี (UVB) หรือแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) อาจกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดฝ้าได้

ควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านหรือก่อนไปยังสถานที่ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดโดยตรง เพื่อป้องกันผิวหนังถูกทำร้ายจนคล้ำเสีย โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟอย่างน้อย 30 ซึ่งตัวเลขค่าเอสพีเอฟนี้เองจะเป็นค่าที่บ่งบอกว่าครีมมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงมีสารป้องกันแดดแบบกายภาพเป็นส่วนประกอบ เช่น ไทเทเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือ ซิงค์ ออกไซด์ (Zinc Oxide) ซึ่งช่วยสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตที่มากระทบจากผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเลือกใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวสำหรับกลางวันก็ควรเลือกชนิดที่มีสารกันแดดเหล่านี้เป็นส่วนประกอบเช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันผิวจากแสงแดดไปในตัว

การทาครีมกันแดดหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารกันแดดอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดดที่มีความรุนแรง ในช่วงที่มีแดดแรงควรมีการปกป้องผิวอีกชั้นเมื่อต้องเจอกับแสงแดดแรงโดยตรงบริเวณใบหน้า เช่น การกางร่ม สวมหมวก หรือสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังได้อย่างมิดชิด

ดูแลปัญหาฝ้า กระ ริ้วรอย Flawless skin britener รายการตื่นมาคุย

ผลลัพธ์เฉพาะบุลคลอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

Facebook Comments

You may also like...

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

shares